ระบบน้ำสำหรับการเกษตร

Leave a comment

ระบบให้น้ำนับเป็นหัวใจสำคัญของการทำการเกษตรยุคใหม่ เนื่องจากพืชแต่ละชนิดต้องการปริมาณน้ำที่แตกต่างกัน และลักษณะของน้ำที่แตกต่างกัน ดังนั้นการบริหารจัดการระบบน้ำที่ถูกต้องตรงตามความต้องการของพืช จะส่งผลต่อการเจริญเติบโตและป้องกันปัญหาต่างๆ ที่เกิดจากปริมาณน้ำไม่สัมพันธ์กับความต้องการ
และการจัดการระบบน้ำที่ดียังช่วยไม่ให้พืชขาดนำในหน้าแล้ง ประหยัดแรงงานและเวลา ทำให้ได้คุณภาพและปริมาณของผลผลิตที่สูงขึ้น

หากพืชได้รับน้ำไม่เพียงพอจะเป็นอย่างไร
การที่พืชขาดน้ำจะส่งผลต่อการเจริญเติบโต ทำให้พืชหยุดชะงัก ยิ่งหากขาดน้ำในช่วยที่พืชจำเป็นจะส่งผลต่อรุนแรงต่อพืช เช่น ผลผลิตลดลงอย่างมากหรือไม่สมบูรณ์เลย และไม่ได้มาตรฐานทำให้ราคาขายตกลงไปด้วย

พืชชนิดที่สมควรมีการทำระบบน้ำ
ระบบน้ำเหมาะสมกับพืชที่ชนิดเพราะน้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญในการเจริญเติบโต แต่ต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับชนิดชองพืช เช่น อ้อย ข้าวโพด พืชสวนอย่างยางพาราและปาล์มน้ำมัน แต่ข้าวเป็นพืชที่มีการใช้น้ำและเทคนิคการให้น้ำแบบเฉพาะตัวหรือปล่อยให้ท่วมขัง จึงไม่ต้องทำการจัดระบบน้ำ

ประเภทของระบบน้ำ

1. ระบบน้ำแบบสปริงเกลอร์
เป็นระบบน้ำที่พบเห็นกันบ่อย จนหลายๆ คนคิดว่า การให้น้ำพืชต้องใช้แบบสปริงเกลอร์เท่านั้น แต่ความจริงไม่ได้เป็นแบบนั้น ระบบน้ำแบบสปริงเกลอร์ใช้กับพืชบางประเภทเท่านั้น

ระบบน้ำแบบนี้จะเลียนแบบฝน คือดันน้ำให้ไปแตกกระจายด้านบนพื่นตกลงมาคล้ายฝน จะเปียกไปทั่วพื้นที่ปลูก ซึ่งอุปกรณ์สำคัญคือหัวสปริงเกลอร์และปั้มน้ำ สปริงเกลอร์จะทำน้ำให้แตกเป็นฝอยและหมุนเป็นวงกลม โดยทั่วไปจะพ่นรัศมีได้ไกลประมาณ 15-70 เมตร ถ้าหัวเล็กก็จะพ่นได้ระยะน้อยกว่านี้

การติดตั้งหัวสปริงเกลอร์นิยมติดตั้งหลายๆหัวทำงานพร้อมกัน เพื่อให้ได้น้ำทั่วบริเวณในปริมาณที่เท่ากัน

2. ระบบมินิสปริงเกลอร์

หลักการทำงานจะคล้ายกับสปริงเกลอร์แต่จะเป็นหัวเล็ก และอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำกว่ายอดพืช เป็นการให้นำเฉพาะบริเวณที่มีต้นพืช รัศมีพ่นประมาณ 1-3 เมตรเท่านั้น จะช่วยประหยัดน้ำมาก นิยมใช้กับไม้ผลคือให้น้ำบริเวณโคนต้น

3. ระบบปล่ยอน้ำทางผิวดิน
ลักษณะนี้จะใช้ผิวดินเป็นตัวลำเลียงน้ำไปยังพื้นที่ปลูก อาจปล่อยน้ำท่วมขังอยู่ในพื้นที่ หรือปล่อยไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ ดังนั้นต้องปรับพื้นที่ปลูกให้เอียงลาดเล็กน้อย ระบบนี้ดีตรงที่ลงทุนน้อยเพราะไม่ต้องใช้อุปกรณ์ แต่ข้อเสียคือสิ้นเปลืองน้ำ ควบคุมการไหลของน้ำยาก และน้ำอาจระเหยไปในอากาศมากกว่าที่จะลงส่งรากของพืช

4. ระบบน้ำเหวี่ยง
คล้ายๆ กับระบบมินิสปริงเกลอร์ ต่างกันตรงลักษณะของหัวปล่อยน้ำ ปริมาณน้ำและรัศมีจะมากกว่าระบบมินิสปริงเกลอร์ เป็นระบบที่นิยมใช้ในสมัยก่อนที่จะหันมาใช้ระบบมินิสปริงเกลอร์

5. ระบบน้ำหยด
เป็นระบบน้ำที่กำลังได้รับความนิยมมาก เพราะประหยัดน้ำ ประสิทธิภาพสูง เป็นการปล่อยน้ำช้าๆ บ่อยๆ ผ่านหัวปล่อยน้ำหยดที่คอยควบคุมให้ไหลออกเท่าๆ กันทุกจุด ปัจจุบันนิยมใช้ระบบน้ำหยดกันมาก ทั้งอ้อย มันสำปะหลัง และในสวนผลไม้อื่นๆ

6. ระบบน้ำพุ่ง
เป็นลักษณะเจาะรูท่อขนาดเล็กๆ จำนวนมากๆ ไว้ที่ผนังท่อตลอดทั้งความยาวของท่อ น้ำก็จะพุ่งออกมาเป็นสายขนาดเล็กๆ ท่อสูงประมาณ 1-2.5 เมตร ระบบน้ำพุ่งจะเหมาะกับพืชที่ปลูกระยะชิด เช่น พืชผักต่างๆ

การจะเลือกระบบน้ำที่เหมาะสม ต้องศึกษาว่าพืชต้องการน้ำในลักษณะใด ต้องใช้น้ำรดใบหรือใช้น้ำไปเพียงหล่อเลี้ยงรากเท่านั้น จะช่วยให้ท่านประหยัดน้ำและได้ผลผลิตที่มีปริมาณและคุณภาพที่สูงมากยิ่งขึ้น

รวบรวมข้อมูลจาก กรมวิชาการเกษตร

บทความน่าสนใจอื่นๆ

ส้มโอสีแดง   มะนาวในกระถาง   ปลูกดอกขจรเงินแสน   พืชน่าลงทุน

http://www.kaset4u.com/wp-content/plugins/sociofluid/images/facebook_16.png http://www.kaset4u.com/wp-content/plugins/sociofluid/images/twitter_16.png

Leave a Reply